สาระน่ารู้เกี่ยวกับสารสกัด

 
 
HIGHLIGHTS
 
             รู้จักหน้าที่ของส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ในเครื่องสำอาง เช่น ค่า SPF, ค่า PA, สารสกัดจาก AHA, BHA, พาราเบน, เซราไมด์, กรดไฮยาลูรอนิก, สารแอนติออกซิแดนต์ ฯลฯ ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจไม่รู้ว่าสารเหล่านี้ทำหน้าที่อะไรบ้างเวลาอ่านข้อมูลส่วนประกอบต่างๆ ที่แปะหราอยู่บนฉลากของเครื่องสำอาง หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่าค่า SPF, ค่า PA, สารสกัดจาก AHA, BHA, พาราเบน, เซราไมด์, กรดไฮยาลูรอนิก, สารแอนติออกซิแดนต์ และอีกมากมาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เข้าใจแน่ชัดว่าส่วนประกอบเหล่านี้มีไว้ทำไม ช่วยเรื่องอะไร มีข้อเสียอะไร หรือมีแล้วดีหรือไม่ THE STANDARD จึงรวบรวมส่วนประกอบของเครื่องสำอางมาลงดีเทลให้ชัดแบบเคลียร์ๆ ต่อไปเวลาจะเห็นข้อมูลเหล่านี้อีกจะได้ตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น
 
 
 
ค่า SPF

จะพบอยู่บนฉลากของผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งค่า SPF ย่อมาจากคำว่า Sun Protection Factor ซึ่งเป็นค่าที่แสดงระยะเวลาในการป้องกันรังสี UVB จำง่ายๆ ว่ามันคือค่าที่บอกให้เรารู้ว่า ถ้าต้องเจอแดด เราจะทนต่อรังสี UVB ได้นานกี่นาที ซึ่งตามข้อมูลทั่วไป ผิวคนเราจะทนต่อรังสี UVB ได้นาน 20 นาที หลังจากนั้นผิวจะเริ่มไหม้ และเริ่มถูกรังสี UVB ทำร้าย สมมติว่าเราทาครีมที่มีค่า SPF2 เลข 2 หมายถึงการยืดระยะเวลาในการป้องกันผิว 2 เท่า (จากปกติที่ผิวคนเราทนต่อรังสี UVB ได้นาน 20 นาที) แปลว่าเมื่อใช้ครีมที่มี SPF2 ก็จะปกป้องรังสี UVB ได้นานขึ้นเป็น 40 นาทีนั่นเอง ยิ่งค่า SPF สูงก็จะช่วยในการปกป้องผิวต่อรังสี UVB ได้นานกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF น้อย แต่ในข้อดีของการใช้ SPF ค่าสูงๆ มันก็มีข้อเสียเช่นกัน เพราะยิ่งค่า SPF สูง แม้จะมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวได้ยาวนานมากกว่า แต่ก็สามารถสร้างความระคายเคืองผิวได้ไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อล้างออกไม่หมด
*หมายเหตุ: ค่า SPF เริ่มตั้งแต่ SPF15 จนถึง 100 กว่าก็มี
 
 
 
 
ค่า PA

ไหนๆ ก็รู้จักค่า SPF ไปแล้ว เรามารู้จักกับเงาของคำนี้กันหน่อยดีกว่า เพราะมักจะมาคู่กันเป็นปาท่องโก๋ มีค่า SPF ที่ไหน ต้องมีค่า PA ที่นั่น ค่า PA ย่อมาจาก Protection Grade of UVA หมายถึงค่าประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นรังสีที่สามารถทะลุทะลวงเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้ หรือชั้นเดอร์มิส (Dermis) ซึ่งผลเสียของการรับรังสี UVA เมื่อเข้าสู่ชั้นหนังแท้มากๆ นั้นอาจทำร้ายผิวจนก่อให้เกิดอันตรายได้ในระยะยาว การจะป้องกันเจ้ารังสีตัวนี้จะพึ่งแค่ SPF อาจไม่เพียงพอ เพราะเป็นการปกป้องคนละชั้นผิวกัน ค่า PA จึงเหมาะสมที่สุดในการปกป้องผิวไม่ให้โดนรังสี UVA และค่า PA ที่เห็นนั้นจะมาพร้อมกับเครื่องหมาย + ซึ่ง + เดียวหมายถึงระดับการป้องกันนั้นทำได้ 2-4 เท่า ถ้า ++ (สองบวก) ก็ป้องกันได้ 4-8 เป็นต้น
 
 
 
สารสกัด AHA

AHA ย่อมาจาก Alpha Hydroxy Acid มักเจอในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วให้หลุดออก คนที่ผิวแลดูกระดำกระด่าง ไม่สม่ำเสมอ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยได้มาก ค่าของสารสกัด AHA ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว โดยสารสกัดนี้มักจะเป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ล้างหน้า
 
 
 
สารต้านอนุมูลอิสระ

บางทีก็เรียกว่าสารแอนติออกซิแดนต์ มีในผลิตภัณฑ์แล้วดีไหม? ขอตอบว่าดี! เพราะสารต้านอนุมูลอิสระเป็นเสมือนองครักษ์พิทักษ์ผิวของเราจากอาการระคายเคืองของแสงแดด มลภาวะ สารปนเปื้อนต่างๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา โดยจะพบได้ในถั่ว, ชาเขียว, สารสกัดจากเมล็ดองุ่น, โคเอ็นไซม์ คิว 10, วิตามินซี, ไอดีบีโนน ฯลฯ
 
 
 
กรดไฮยาลูรอนิก 

คำนี้หลายคนคุ้นเคยมาก กรดไฮยาลูรอนิกเป็นสารเนื้อเจลที่อยู่ในชั้นหนังแท้ เป็นสารที่เด่นเรื่องการเก็บกักความชุ่มชื้นสูง ซึ่งหลายๆ แบรนด์นำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ให้คุณค่าการบำรุงผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเข้าสู่ผิว เวลาทาครีมแล้วเหนียวเหนอะหนะ บางทีอาจเป็นเพราะมีกรดไฮยาลูรอนิกผสมอยู่เยอะ แต่ก็ดีและเหมาะกับผิวทุกประเภท แต่หากเทียบประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นให้ผิวระหว่างเซราไมด์กับกรดไฮยาลูรอนิก บอกเลยว่ากรดไฮยาลูรอนิกยังแพ้เซราไมด์
 
 
 
คอลลาเจน
 
หลายคนชอบคำว่า คอลลาเจน โดยเฉพาะคนที่เริ่มมีอายุมากขึ้น ริ้วรอยเริ่มมา ความร่วงโรยของผิวเริ่มแสดงออก การมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารคงความชุ่มชื้นอย่างคอลลาเจนจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของใครหลายคน มาทำความรู้จักคอลลาเจนกันให้มากขึ้นดีกว่า คอลลาเจนที่มีอยู่แล้วในผิวคนเรามีโครงสร้างเป็นเส้นใยอยู่ในชั้นหนังแท้ ยิ่งเรามีคอลลาเจนในชั้นผิวเยอะ ผิวของเราก็จะยิ่งนุ่ม ชุ่มชื้น แต่อย่าลืมว่าคอลลาเจนในชั้นผิวของเรากับคอลลาเจนที่อยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีประสิทธิภาพในการคงความชุ่มชื้นต่างกัน เพราะในครีมบำรุงที่เราทาจะไม่สามารถซึมผ่านไปถึงชั้นหนังแท้ได้ ครีมใดๆ ที่ได้ชื่อว่ามีส่วนผสมของคอลลาเจนหรือช่วยเติมเต็มคอลลาเจนให้ผิวก็จะซึมลงไปได้แค่ผิวชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น
 
 
Powered by MakeWebEasy.com